หลักการทำงานของ Booster Pump และถังแรงดัง

ถังแรงดัน (Pressure Tank)
----------------------------------------------------------
 เป็นถังที่มีไว้ให้น้ำที่เป็นส่วนที่เหลือจากอัตราการสูบของเครื่องสูบกับอัตราการไหลออกของน้ำที่จุดจ่ายน้ำ (จะเป็น ก๊อกน้ำ ฝักบัว สายชำระหรือในถังชักโครก) ซึ่งน้ำส่วนนี้จะไปอัดอากาศที่บรรจุในถังให้มีปริมาตรลดลง และทำให้น้ำในระบบฯ มีแรงดันสูงขึ้น
    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ pressure tank     ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ pressure tank            ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ pressure tank
ซึ่งโดยทั่วไปหากเลือกขนาดเครื่องสูบน้ำให้พอดี ในช่วงแรกอัตราสูบจะมากในขณะที่อัตราการไหลออกจะน้อย (เพราะแรงดันน้อย) แต่เมื่อแรงดันเพิ่มขึ้น อัตราสูบจะลดลง ในขณะที่อัตราการไหลออกจะมากขึ้น (น้ำแรงขึ้น) จนถึงจุดที่อัตราการสูบกับอัตราการไหลออกเท่ากัน ก่อนที่จะถึงจุดที่สวิทช์แรงดันจะตัดการทำงานของเครื่องสูบน้ำ
 
แต่หากว่าเครื่องสูบมีขนาดใหญ่เกินไป ซึ่งมักเป็นในกรณีที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีการใช้น้ำมากหรือหลายจุดในช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อมีการใช้น้ำเพียงจุดเดียว อัตราการสูบกับอัตราการไหลออก ไม่สามารถเข้าสู่สมดุลได้ก่อนที่สวิทช์แรงดันจะตัด เครื่องสูบก็จะหยุดการทำงาน แต่สามารถส่งน้ำออกจากถังแรงดันได้ (เพราะยังมีแรงดันสูงกว่าแรงดันภายนอก) ซึ่งในขณะส่งน้ำนี้ แรงดันจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนถึงจุดที่สวิทชืแรงดันจะต่อวงจรให้เครื่องสูบทำงานอีก และตัด ติดๆ ดับๆ จนกว่าจะหยุดการใช้น้ำ ซึ่งจะทำให้น้ำ เดี๋ยวเบา เดี๋ยวแรง
 
แต่หากว่าเครื่องสูบมีขนาดเล็กไป เมื่อมีการใช้น้ำมากจุดขึ้น แรงดันในระบบจะลดลงตามจำนวนจุดที่เปิดน้ำ แต่แรงดันจะคงที่ เพราะเครื่องสูบมันสูบของมันเต็มที่แล้ว  ซึ่งในกรณีนี้เครื่องสูบจะทำงานตลอดเวลาที่มีการใช้น้ำ ไม่ติดๆ ดับ หรือน้ำแรงๆ เบาๆ (น้ำไหลเบาอย่างเดียว)
 
 
 
 
 
Booster Pump หมายถึงเครื่องสูบน้ำที่ทำหน้าที่เพิ่มแรงดันให้กับน้ำในระบบ ปั๊มอัตโนมัติ ก็คือ Booster Pump แบบนึง ที่ประกอบสำเร็จรูปหรือ Compact ซึ่งหากสังเกต สี่เหลี่ยมขาวๆ 2 อันใกล้ถังสีฟ้า นั่นคือสวิทช์แรงดัน หรือ Pressure Switch (แต่ทำไมต้องมี 2 ตัว ใจเย็นๆ เดี๋ยวเฉลยครับ) ส่วน ถังสีฟ้า นั่นก็คือ ถังแรงดันหรือ Pressure Tank ก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกับถังที่อยู่ที่ฐานของปั๊มอัตโนมัติ หรือ กระป๋องเล็ก เพียงแต่เรียกอีกชื่อนึงว่า Diaphram Tank เหตุที่เรียกชื่อนี้ เพราะข้างในถังจะมีแผ่นยางที่เรียกว่า ไดอะแฟรม กั้นระหว่างน้ำกับอากาศในถัง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศละลายไปกับน้ำ ซึ่งในปั๊มอัตโนมัติจะไม่มีแผ่นยางนี้อากาศในถังจึงสามารถละลายไปกับน้ำ ซึ่งก็แก้ปัญหาโดยการมีตัวเติมอากาศ( Air Charger) เพื่อเติมอากาศทดแทน
 
                 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ booster pump              ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ booster pump
 
และสำหรับเหตุผลที่ว่า ทำไมต้องมีสวิทช์แรงดัน 2 ตัว (อาจมากกว่า 2 เป็น 3 4 5 ก็ได้) เพราะว่า เพื่อแก้ปัญหาในย่อหน้าที่ 4 หรือการใช้เครื่องสูบที่เล็กเกินไป ซึ่งเล็กในที่นี้หมายถึงเมื่อมีการใช้น้ำเต็มที่หลายๆ จุด เช่นสมมุตว่า มีห้องน้ำอยู่ 10 ห้องในหอพัก ก็อาจมีการใช้น้ำพร้อมกันทีเดียว 8 ห้อง ก็ใช้เครื่องสูบที่สามารถสูบน้ำใช้ได้ตัวนึงประมาณ 3 ห้อง เมื่อมีการใช้น้ำมากขึ้นแรงดันในระบบจะลดลงจนทำให้เครื่องสูบตัวที่ 2 ทำงานเสริม ซึ่งในการตั้งแรงดันให้ทำงานและตัดนั้น ค่าแรงดันที่สวิทช์แรงดันทั้ง 2 นี้จะไม่เท่ากันกล่าวคือ สมมุตให้ตัวหลักทำงานที่ 1.7 และตัดที่ 2.5 Bars ตัวเสริมอาจจะถูกตั้งที่ 1.6 และ 2.4 Bars  แลอาจจะมีคำถามว่า ออกแบบปั๊มสำหรับ 3 ห้อง แต่ถ้าใช้ห้องเดียวมันไม่แรงๆ เบาๆ หรือ ตอบง่ายมากครับว่า ยังมีอาการนี้อยู่แต่สังเกตขนาดถังแรงดันสิครับ ขนาดที่ใหญ่ ความจุที่มาก อัตราการเปลี่ยนแปลงแรงดันก็จะไม่มากนัก และนี่คือเหตุผลที่ช่างของจขกท. บอกให้เพิ่มถัง ซึ่งการจะเพิ่มเท่าไหร่นั้น มันก็ต้องมีการคำนวณการใช้น้ำ กับอัตราการสูบของเครื่องสูบด้วย โดยคร่าวๆ ความจุใช้งานจะประมาณ 1 ใน 3 ของความจุรวมของถัง
 
และอันที่จริงแล้ว หากมีจุดใช้น้ำที่ไม่มากนัก ก็อาจใช้ปั๊มอัตโนมัติ 2 ตัว (ควรมีขนาดใกล้เคียงกัน) ต่อขนานกัน โดยมี เกจ์วัดแรงดัน (Pressure Guage) เพื่อไว้ปรับตั้งสวิทช์แรงดันให้ทำงานเสริมกันได้ เพียงแต่ทำงานสลับกันไม่ได้ (แต่ถ้าประกอบตู้ควบคุมใหม่ และมี Latching Relay เป็นตัวสลับการทำงาน (แต่อาจจะเปลืองหน่อย)
 
เรื่องพวกนี้ศึกษาไม่ยากครับ ผมก็หาหนังสืออ่านเอา เช่นของ วสท. ที่เขียนโดย อ.วริทฤธิ์ หรือ การออกแบบระบบสูบน้ำในอาคาร ของ อ.มั่นสิน หรือ อ.เกรียงศักดิ์ 

ข่าวสารทั่วไป